← บทความทั้งหมด

Press Release แบบไหนมีโอกาสถูกนำไปใช้ต่อ?

Press Release ที่มีโอกาสถูกสื่อนำไปใช้ต่อควรมีประเด็นข่าวชัดเจน เกี่ยวข้องกับผู้อ่านของสื่อนั้น มีข้อมูลและข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ มี Quote ที่นำไปใช้ได้จริง และเขียนในรูปแบบที่กองบรรณาธิการสามารถหยิบสาระสำคัญไปพัฒนาต่อได้โดยไม่ต้องรื้อข้อความทั้งหมดใหม่

Cover artiles What kind of press releases are likely to be picked up and used
คำตอบสั้น ๆ

Press Release ที่มีโอกาสถูกสื่อนำไปใช้ต่อควรมีประเด็นข่าวชัดเจน เกี่ยวข้องกับผู้อ่านของสื่อนั้น มีข้อมูลและข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ มี Quote ที่นำไปใช้ได้จริง และเขียนในรูปแบบที่กองบรรณาธิการสามารถหยิบสาระสำคัญไปพัฒนาต่อได้โดยไม่ต้องรื้อข้อความทั้งหมดใหม่

ประเด็นสำคัญ
  • กำหนดว่าอยากให้ใครเข้าใจอะไร
  • ใช้ข้อเท็จจริงและ Quote ที่ตรวจสอบได้
  • แยก PR Content ออกจากข้อความขายของตรง ๆ
  • วาง Owned Media และ Online/Earned Media ให้สนับสนุนกัน

เขียน Press Release เสร็จ ตรวจชื่อผู้บริหารเรียบร้อย แนบรูปครบ ส่งออกไปตาม Media List แล้วก็รอ แต่หลายครั้งสิ่งที่เกิดขึ้นคือ...เงียบ คำถามที่ตามมามักเป็น “ข่าวไม่น่าสนใจเหรอ?” “สื่อไม่เปิดเมลหรือเปล่า?” หรือ “ต้องส่งซ้ำอีกไหม?”

ความจริงคือมีหลายปัจจัยที่เราไม่สามารถควบคุมได้ วันนั้นอาจมีข่าวใหญ่กว่า  พื้นที่ข่าวอาจไม่พอ  ประเด็นอาจไม่ตรงกับ Beat ของนักข่าว หรือสื่ออาจมีข้อมูลเรื่องเดียวกันจากแหล่งอื่นอยู่แล้ว

ดังนั้นไม่มีรูปแบบ Press Release ไหนรับประกันว่าจะได้ Media Coverage แต่สิ่งที่ทีม PR ทำได้ คือ ลดงานของสื่อให้น้อยลง และทำให้คุณค่าของข่าวมองเห็นได้เร็วขึ้น

Press Release ไม่ใช่โฆษณาที่ย้ายมาอยู่ใน Word

หนึ่งในสาเหตุที่ข่าวประชาสัมพันธ์ถูกข้ามง่ายที่สุด คืออ่านสองบรรทัดก็รู้ว่า “นี่คือโฆษณา” ตัวอย่างเช่น

บริษัท ABC ผู้นำอันดับหนึ่งด้านโซลูชันล้ำสมัย ตอกย้ำความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ด้วยผลิตภัณฑ์คุณภาพระดับโลก...

ประโยคแบบนี้อาจผ่านฝ่ายการตลาดได้ แต่สำหรับกองบรรณาธิการ คำถามที่จะเกิดขึ้นคือ “แล้วข่าวคืออะไร?” Press Release ควรเล่าให้ชัดก่อนว่า เกิดอะไรขึ้น และเรื่องนั้นสำคัญกับใคร ความยอดเยี่ยมของบริษัทค่อยตามมาทีหลังก็ยังทัน

1. ต้องมี “ประเด็นข่าว” ที่อธิบายได้ในหนึ่งประโยค

ก่อนเขียนข่าว ลองถามตัวเองว่า ถ้าต้องเล่าเรื่องนี้ให้นักข่าวฟังภายใน 10 วินาที เราจะพูดว่าอะไร? เช่น “บริษัทเปิดศูนย์บริการแห่งใหม่ในภาคตะวันออก รองรับลูกค้าอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น” หรือ “ผลสำรวจพบว่าธุรกิจไทยกว่า 60% ยังไม่มีระบบจัดการข้อมูลลูกค้าแบบรวมศูนย์” สองประโยคนี้ทำให้รู้ทันทีว่า อะไรเกิดขึ้น และ ทำไมอาจน่าสนใจ แต่ถ้าต้องใช้เวลาห้านาทีเพื่ออธิบายว่าข่าวคืออะไร แปลว่าแกนของ Press Release อาจยังไม่ชัดพอ

2. News Value ต้องมาก่อนชื่อแบรนด์

สิ่งที่องค์กรอยากพูด ไม่ได้เท่ากับสิ่งที่สื่ออยากนำเสนอเสมอไป องค์กรอาจอยากพูดว่า “เราเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่” แต่สื่ออาจสนใจมากกว่าว่า ผลิตภัณฑ์นั้นแก้ปัญหาอะไร  มีอะไรใหม่จริง  สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคอะไร  เกี่ยวข้องกับตลาดอย่างไร  หรือมีผลต่ออุตสาหกรรมแค่ไหน นี่คือเรื่องของ News Value ประเด็นที่มักเพิ่มคุณค่าทางข่าว เช่น

  • ความใหม่

  • ผลกระทบ

  • ขนาดหรือมูลค่า

  • แนวโน้ม

  • ข้อมูลที่ยังไม่เคยเปิดเผย

  • บุคคลสำคัญ

  • ความใกล้ตัวของผู้อ่าน

  • หรือประเด็นที่กำลังอยู่ในความสนใจ

ถ้า Press Release มีแต่ข้อมูลบริษัท แต่ไม่มีบริบทว่าทำไมคนอื่นต้องสนใจ ข่าวก็มีโอกาสกลายเป็นเรื่องภายในองค์กรมากกว่าเรื่องของผู้อ่าน

3. พาดหัวควรบอกข่าว ไม่ใช่พยายามขายทุกอย่างในประโยคเดียว

พาดหัวที่ดีไม่จำเป็นต้องเล่นคำเก่ง หน้าที่แรกของมันคือทำให้คนเข้าใจว่า ข่าวนี้เกี่ยวกับอะไร แทนที่จะเขียนว่า “ABC เดินหน้าตอกย้ำผู้นำนวัตกรรม สร้างปรากฏการณ์ใหม่เขย่าวงการ”

ลองเขียนว่า “ABC เปิดศูนย์ข้อมูลแห่งใหม่ รองรับธุรกิจไทยขยายระบบ Cloud ในปี 2570” แบบหลังอาจไม่หวือหวาเท่า แต่คนอ่านรู้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น สำหรับ Press Release ความชัดมักมีประโยชน์มากกว่าคำใหญ่

4. ย่อหน้าแรกต้องตอบคำถามสำคัญให้เร็ว

นักข่าวไม่ควรต้องอ่านถึงย่อหน้าที่สี่จึงจะพบว่าเกิดอะไรขึ้น ย่อหน้าแรกควรช่วยตอบเรื่องสำคัญ เช่น ใคร ทำอะไร เมื่อไร ที่ไหน ทำไม และมีความสำคัญอย่างไร

ไม่จำเป็นต้องยัด 5W1H ทุกข้อเข้าไปในประโยคเดียว แต่คนอ่านควรจับสาระหลักได้ภายในย่อหน้าแรกหรือสองย่อหน้าแรก เพราะเวลาของกองบรรณาธิการมีจำกัด ข่าวที่ต้อง “ขุดหาใจความ” มักเสียเปรียบข่าวที่เปิดมาแล้วเห็นประเด็นทันที

5. ใส่ข้อมูลที่ช่วยให้สื่อเขียนต่อได้

Press Release ที่ใช้งานง่ายไม่ควรมีแค่ข้อความจากบริษัท ควรมีข้อมูลที่ช่วยให้กองบรรณาธิการเห็นภาพใหญ่ขึ้นด้วย เช่น

  • ขนาดตลาด

  • ตัวเลขการเติบโต

  • ผลสำรวจ

  • พฤติกรรมผู้บริโภค

  • จำนวนผู้ใช้งาน

  • ตัวเลขโครงการ

  • Investment

  • Market Trend

  • ข้อมูลเปรียบเทียบ

  • Timeline

แต่ต้องรู้ว่าข้อมูลนั้นมาจากไหน ถ้าเขียนว่า “ตลาดเติบโตอย่างรวดเร็ว” คำถามคือเร็วแค่ไหน? ถ้าเขียนว่า “ผู้บริโภคส่วนใหญ่ให้ความสนใจ” ส่วนใหญ่คือเท่าไร? ตัวเลขช่วยให้ข่าวมีน้ำหนัก และแหล่งที่มาช่วยให้ตัวเลขนั้นน่าเชื่อถือ

6. Quote ต้องเป็นประโยคที่มนุษย์พูดจริงได้

อีกจุดที่ Press Release จำนวนมากมีลักษณะคล้ายกันมากคือ Quote ผู้บริหาร

“เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง และมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องที่จะส่งมอบนวัตกรรมที่ดีที่สุด เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำ...”

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ประโยคผิด ปัญหาคือสามารถเปลี่ยนชื่อบริษัทแล้วใช้กับข่าวอีกสิบแห่งได้ทันที Quote ที่มีประโยชน์ควรเพิ่มสิ่งที่ข่าวเล่าเองไม่ได้ เช่น เหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจ มุมมองต่ออุตสาหกรรม สิ่งที่องค์กรกำลังเห็นจากตลาด ผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้น หรือความเห็นที่มี Character ของผู้พูดจริง ๆ ลองคิดว่า ถ้านักข่าวมีพื้นที่ให้ Quote ผู้บริหารได้เพียงหนึ่งประโยค ประโยคไหนมีค่าพอที่จะถูกเลือก? เขียนประโยคนั้นครับ

7. อย่าซ่อนข้อมูลสำคัญไว้หลังคำสวย

Press Release ที่อ่านยากมักมีคำที่ดูดีจำนวนมาก แต่มีข้อมูลจริงน้อย เช่น “ยกระดับประสบการณ์” “สร้าง Ecosystem อย่างครบวงจร” “ตอบโจทย์ Lifestyle แห่งอนาคต” “ขับเคลื่อนศักยภาพ” คำเหล่านี้ไม่ได้ผิด แต่ต้องถามต่อว่า ทำอย่างไร? ถ้าบอกว่า “ยกระดับบริการ” อะไรเปลี่ยนไป? เร็วขึ้นเท่าไร? เพิ่มบริการอะไร? ลดขั้นตอนอะไร? รองรับลูกค้าเพิ่มกี่ราย? รายละเอียดจริงทำให้ Press Release แตกต่างจาก Marketing Copy

8. เขียนให้แก้ต่อได้ง่าย

เป้าหมายของ Press Release ไม่จำเป็นต้องทำให้สื่อ Copy แล้ว Paste ทั้งหมด ในหลายกรณี สื่อจะ Rewrite อยู่แล้ว สิ่งที่ควรทำคือสร้างต้นฉบับที่ ตัดบางส่วนออกแล้วใจความยังอยู่ หยิบ Quote ไปใช้ได้ ดึงตัวเลขออกไปทำ Graphic ได้ เอาประเด็นหนึ่งไปต่อยอดเป็นข่าวได้

จึงควรจัดลำดับข้อมูลแบบ เรื่องสำคัญที่สุดก่อน → รายละเอียด → Quote → Context → ข้อมูลสนับสนุน ไม่ใช่เก็บประเด็นเด็ดไว้ท้ายข่าวเพื่อสร้าง Suspense Press Release ไม่ใช่นิยายสืบสวนครับ 

9. ส่ง Material ที่พร้อมใช้งานไปพร้อมข่าว

บางครั้ง Press Release ดีแล้ว แต่สื่อยังต้องตามหา Asset เพิ่ม เช่น “มีรูปผู้บริหารไหม?” “ภาพงานมีแบบแนวนอนไหม?” “โลโก้ขอไฟล์ใหญ่กว่านี้ได้ไหม?” ทีม PR สามารถลดขั้นตอนเหล่านี้ได้ด้วยการเตรียม Media Material เช่น

  • ภาพข่าวความละเอียดสูง

  • Caption ภาพ

  • ชื่อและตำแหน่งบุคคลในภาพ

  • Headshot ผู้บริหาร

  • Logo

  • Fact Sheet

  • Company Background

  • Link สำหรับดาวน์โหลด Asset

  • Contact ของ PR

รายละเอียดเล็ก ๆ เหล่านี้มีผลมากกว่าที่คิด เพราะถ้าสื่อกำลังปิดหน้า และอีกข่าวหนึ่งมีทุกอย่างพร้อม ข่าวที่พร้อมกว่าก็มีข้อได้เปรียบตามธรรมชาติ

10. ข่าวเดียวไม่จำเป็นต้องส่งเหมือนกันทุกสื่อ

Press Release หลักอาจเป็นเอกสารเดียวกัน แต่ Media Pitch ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน สื่อธุรกิจอาจสนใจ Market Impact สื่อ Technology สนใจ Technology สื่อ Marketing สนใจ Consumer Behaviour หรือ Campaign สื่อท้องถิ่นอาจสนใจผลกระทบต่อพื้นที่

ดังนั้นก่อนกด Send All ลองคิดว่า “สำหรับสื่อนี้ อะไรคือเหตุผลที่เขาควรเปิดข่าวเรา?” บางครั้งแค่ปรับ Subject Email และข้อความนำให้ตรงกับ Beat ก็มีประโยชน์กว่าส่งข่าวเดียวกันพร้อมคำว่า “เรียนสื่อมวลชนที่เคารพ” ไปหาทุกคน

11. Media List ที่แม่น สำคัญกว่ารายชื่อที่ยาว

มีรายชื่อนักข่าว 1,000 คนไม่ได้แปลว่าข่าวจะมีโอกาสมากกว่าส่ง 50 คนเสมอไป ถ้า 950 คนไม่ได้ทำข่าวเรื่องนั้น มันก็เป็นเพียง 950 Email ที่ไม่เกี่ยวข้อง Media Relations ที่ดีต้องรู้ว่า ใครดู Beat ไหน สื่อไหนมี Audience แบบไหน นักข่าวคนไหนเคยเขียนเรื่องใกล้เคียง และช่วงนี้เขากำลังติดตามประเด็นอะไร คุณภาพของ Media List จึงสำคัญกว่าปริมาณ และความสัมพันธ์กับสื่อก็ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะวันที่มีข่าวจะส่ง

12. Timing ก็มีผล

ข่าวที่ดีส่งผิดเวลาก็หายได้ ถ้าวันนั้นมีเหตุการณ์ใหญ่ระดับประเทศ ข่าวบริษัททั่วไปย่อมมีพื้นที่น้อยลง ถ้าส่งหลังงานจบไปหลายวัน ความสดใหม่ก็ลดลง ถ้าส่งใกล้ Deadline ของสื่อมากเกินไป กองบรรณาธิการอาจไม่มีเวลาเช็กข้อมูลเพิ่ม

การทำ PR จึงไม่ได้มีแค่ Writing แต่รวมถึงการคิดว่า ข่าวควรออกเมื่อไร Embargo จำเป็นไหม ควร Brief สื่อบางรายก่อนหรือไม่ และ มีเวลาให้ Follow-up อย่างเหมาะสมหรือเปล่า

Follow-up ได้ แต่ไม่ควรกลายเป็นการไล่ถามว่า “ลงหรือยัง?”

หลังส่งข่าว การ Follow-up เป็นเรื่องปกติ แต่มีความต่างระหว่าง “ส่งข้อมูลเพิ่มเติมที่อาจมีประโยชน์” กับ “พี่คะ ข่าวหนูลงหรือยังคะ?” Follow-up ที่ดีควรมีเหตุผล เช่น มีข้อมูลใหม่ มี Interview Opportunity มีภาพเพิ่มเติม มีผู้บริหารพร้อมให้สัมภาษณ์ หรือต้องการเช็กว่าสื่อได้รับข้อมูลครบหรือไม่ Media Relations คือ Relationship ถ้าทุกครั้งที่ติดต่อกันมีเพียงคำถามว่าจะลงข่าวให้หรือไม่ ความสัมพันธ์นั้นก็จะค่อนข้างบาง

Press Release ที่ดีไม่ได้ทำหน้าที่แทนนักข่าว

งานของ PR คือทำให้ข้อมูล ชัด ถูกต้อง ตรวจสอบได้ มีบริบท และ เข้าถึงง่าย ส่วนงานของกองบรรณาธิการคือเลือกว่าจะนำข้อมูลเหล่านั้นไปใช้หรือไม่ และนำเสนอในมุมไหน

เมื่อเข้าใจตรงนี้ เราจะหยุดพยายามเขียน Press Release ให้เหมือน “ข่าวที่ต้องลงตามนี้ทุกคำ” แล้วหันมาเขียนเป็น ชุดข้อมูลที่มี Story และ News Value พร้อมให้สื่อทำงานต่อ นี่อาจเป็นวิธีคิดที่มีประโยชน์กว่าการถามว่า “ต้องเขียนกี่หน้า?”

Checklist ก่อนส่ง Press Release

ก่อนกด Send ลองเช็กสั้น ๆ ว่า ประเด็นข่าวอธิบายได้ในหนึ่งประโยคหรือยัง? Headline บอกว่าเกิดอะไรขึ้นหรือยัง? ืย่อหน้าแรกเข้าเรื่องเร็วพอไหม? มี Fact / Data ที่สนับสนุนหรือไม่? Quote มีมุมมองจริง หรือเป็น Corporate Statement ทั่วไป? ตัดคำโฆษณาที่ไม่จำเป็นออกหรือยัง? มีภาพและ Media Material พร้อมไหม? ส่งให้สื่อที่เกี่ยวข้องจริงหรือเปล่า? Email Pitch อธิบายได้ไหมว่าทำไมเรื่องนี้เกี่ยวกับ Audience ของเขา?

ถ้าคำตอบส่วนใหญ่คือ “ใช่” Press Release ก็พร้อมทำหน้าที่ของมันมากขึ้น แต่หลังจากนั้น Editorial Decision ยังเป็นของสื่ออยู่ดี และนั่นคือธรรมชาติของ PR

เป้าหมายไม่ใช่ทำให้สื่อ Copy ทั้งข่าว แต่ทำให้เขาเห็นว่ามี “ข่าว” อยู่ในนั้น

Press Release ที่ดีไม่จำเป็นต้องถูกลงทั้งฉบับ บางครั้งสื่อหยิบเพียงตัวเลขหนึ่งชุด Quote หนึ่งประโยค ประเด็นหนึ่ง หรือใช้เป็นจุดเริ่มต้นเพื่อขอสัมภาษณ์เพิ่มเติม ก็ถือว่า Press Release ทำหน้าที่ของมันแล้ว ดังนั้นเวลาประเมินต้นฉบับ อย่าถามเพียงว่า “เขียนสวยหรือยัง?” ลองถามว่า “ถ้าเราเป็นนักข่าว เราหยิบอะไรจากเอกสารนี้ไปใช้ต่อได้ทันทีบ้าง?” ถ้าหาคำตอบได้ง่าย โอกาสที่ Press Release จะเดินทางต่อก็ย่อมมากขึ้น

Press Release ที่ดี เริ่มจากประเด็น ไม่ใช่คำโฆษณา

Mepor Media ช่วยธุรกิจและองค์กรพัฒนา News Angle, Press Release, Media Material และ Media Relations ให้ข้อมูลของแบรนด์ถูกจัดวางในรูปแบบที่สื่อเข้าใจและนำไปทำงานต่อได้ง่ายขึ้น

พูดคุยกับ Mepor Media หากคุณกำลังวางแผน PR หรือมีเรื่องที่ต้องการพัฒนาให้กลายเป็นประเด็นสำหรับสื่อ


ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
01

เขียนข่าวเหมือนโบรชัวร์

02

ส่งข่าวเดียวกันทุกสื่อโดยไม่ดูบริบท

03

คาดหวัง Earned Media แบบเดียวกับซื้อโฆษณา

FAQ / AI SEARCH

คำถามที่พบบ่อย

สาระสำคัญของบทความ Press Release แบบไหนมีโอกาสถูกนำไปใช้ต่อ? คืออะไร?+
แนะนำให้อ่าน Quick Answer และ Key Takeaways ก่อน แล้วจึงเลือกอ่านรายละเอียดที่ตรงกับบริบทธุรกิจหรือระบบที่กำลังใช้งาน
บทความนี้เหมาะกับใคร?+
เหมาะกับเจ้าของธุรกิจ ทีมการตลาด ทีมสื่อสาร และผู้ดูแลงานดิจิทัลที่ต้องการบริบทที่นำไปใช้ประกอบการตัดสินใจได้จริง
สามารถนำคำแนะนำในบทความไปใช้ได้ทันทีหรือไม่?+
บางข้อใช้เป็น Checklist ได้ทันที แต่บางเรื่องขึ้นอยู่กับเว็บไซต์ ข้อมูล ตลาด ทรัพยากร หรือระบบเทคนิค จึงควรประเมินก่อนนำไปใช้จริง
ข้อมูลในบทความอัปเดตแค่ไหน?+
ควรดูวันที่เผยแพร่ วันที่อัปเดต แหล่งอ้างอิง และ Evidence ในบทความ โดยหัวข้อที่เปลี่ยนเร็ว เช่น Search, AI และนโยบายแพลตฟอร์มควรทบทวนเป็นระยะ
ถ้าต้องการนำเรื่องนี้ไปใช้กับธุรกิจควรเริ่มอย่างไร?+
สามารถดูบริการและ Case Study ที่เกี่ยวข้อง หรือใช้ Business Assessment เพื่อแปลงความรู้ในบทความให้เป็นแนวทางที่เหมาะกับองค์กรของคุณ
FROM INSIGHT TO ACTION

อยากเปลี่ยนความรู้นี้เป็นขั้นตอนที่ใช้กับธุรกิจจริง?

เริ่มจากบริบทและเป้าหมายของธุรกิจ แล้วให้ MEPOR ช่วยเชื่อม Marketing, PR, Website, System และ Technology เท่าที่จำเป็น

ประเมินโจทย์ธุรกิจ →ขอข้อเสนอเบื้องต้น →