- กำหนดว่าอยากให้ใครเข้าใจอะไร
- ใช้ข้อเท็จจริงและ Quote ที่ตรวจสอบได้
- แยก PR Content ออกจากข้อความขายของตรง ๆ
- วาง Owned Media และ Online/Earned Media ให้สนับสนุนกัน
องค์กรหนึ่งอาจมีช่องทางสื่อสารเยอะมาก Website Facebook LinkedIn Email LINE OA Press Release Event Internal Email Town Hall Media Interview
แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “มีช่องทางน้อยไป” หลายครั้งปัญหาคือ แต่ละช่องทางกำลังพูดคนละเรื่องกันฝ่าย Marketing บอกแบบหนึ่ง PR ใช้อีก Message ฝ่ายขายอธิบายอีกแบบ ผู้บริหารให้สัมภาษณ์ไปอีกทาง
เมื่อสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นบ่อย ๆ ความน่าเชื่อถือขององค์กรอาจลดลงโดยที่ไม่มีใครตั้งใจให้เป็นแบบนั้น Corporate Communication Plan จึงไม่ได้มีไว้แค่จัดตารางว่าจะโพสต์อะไรเมื่อไร แต่มันคือกรอบที่ช่วยให้องค์กรตอบคำถามว่า เราจะพูดอะไร กับใคร อย่างไร และเพื่ออะไร
1. เริ่มจาก Business Goal ไม่ใช่ Channel
ก่อนจะคิดว่าเดือนนี้ควรโพสต์ Facebook กี่ครั้ง หรือควรออก Press Release กี่ฉบับ ต้องรู้ก่อนว่า องค์กรต้องการให้การสื่อสารช่วยอะไร เช่น สร้างความน่าเชื่อถือ สร้างการรับรู้ เปลี่ยนภาพลักษณ์ สนับสนุนยอดขาย สื่อสารกับนักลงทุน สร้างความเชื่อมั่นกับคู่ค้า ดึงดูดบุคลากร หรือเตรียมองค์กรสำหรับการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง
ถ้า Goal ไม่ชัด การสื่อสารมักกลายเป็นการผลิต Content ตามช่องทาง มากกว่าการขับเคลื่อนเป้าหมายขององค์กร
2. ระบุ Stakeholder ให้ชัด
Corporate Communication ไม่ได้สื่อสารกับ “ลูกค้า” กลุ่มเดียว Stakeholder อาจมีทั้ง ลูกค้า พนักงาน ผู้บริหาร คู่ค้า นักลงทุน หน่วยงานรัฐ สื่อมวลชน ชุมชน ผู้สมัครงาน หรือสาธารณชน แต่ละกลุ่มสนใจคนละเรื่อง นักลงทุนอาจสนใจทิศทางธุรกิจ พนักงานสนใจผลกระทบที่มีต่อตัวเอง ลูกค้าสนใจบริการและความมั่นคงขององค์กร สื่อสนใจประเด็นข่าว ดังนั้น Message เดียวกันอาจต้องถูกเล่า “ต่างมุม” ให้เหมาะกับผู้รับ
3. กำหนด Core Message
นี่คือส่วนสำคัญที่สุดส่วนหนึ่งของ Communication Plan Core Message ไม่ใช่ Slogan แต่มันคือสารหลักที่องค์กรต้องการให้คนเข้าใจตรงกัน เช่น เราเป็นใคร เราทำอะไร เราแตกต่างอย่างไร เราเชื่อเรื่องอะไร เราอยากถูกจดจำแบบไหน ถ้าองค์กรมีหลาย Business Unit หรือหลายบริการ อาจต้องมี Message Architecture เพิ่มด้วย เช่น
Corporate Message
↓
Business Unit Message
↓
Product / Service Message
↓
Campaign Message
จะช่วยให้ Message แตกย่อยได้โดยไม่หลุดจากแกนหลัก
4. อย่าใช้ Message เดียวกันแบบ Copy-Paste ทุกช่องทาง
Consistency ไม่ได้แปลว่าใช้ประโยคเดียวกันทุกที่ สิ่งที่ควรเหมือนกันคือ “แก่น” แต่รูปแบบควรเปลี่ยนตาม Channel และ Audience Press Release ต้องเขียนอีกแบบ Facebook ต้องสั้นกว่า Website ต้องให้บริบทมากกว่า LinkedIn อาจเป็นมุมผู้บริหารหรือธุรกิจ Internal Communication ต้องตอบว่าเรื่องนี้กระทบพนักงานอย่างไร
ดังนั้น Communication Plan ที่ดีต้องกำหนดทั้ง Core Message และ Message Adaptation
5. กำหนด Channel Role
ทุกช่องทางไม่ควรทำหน้าที่เหมือนกัน ตัวอย่างเช่น Website แหล่งข้อมูลหลักและ Reference ขององค์กร Facebook สื่อสารกับสาธารณะและสร้าง Engagement LinkedIn Corporate Reputation, Employer Branding และ Thought Leadership Email สื่อสารแบบตรงกลุ่มและเป็นทางการมากขึ้น Press Release ส่งข้อมูลที่มี News Value ไปยังสื่อ LINE OA สื่อสารกับกลุ่มที่มีความสัมพันธ์กับองค์กรอยู่แล้ว Internal Channel สื่อสารกับพนักงานก่อนหรือพร้อมกับข้อมูลภายนอก เมื่อกำหนด Role ชัด จะลดปัญหาว่าทุก Channel ต้องโพสต์ทุกเรื่อง
6. Content Pillar ต้องมาจาก Message ไม่ใช่คิดหัวข้อไปเรื่อย ๆ
หลายองค์กรมี Content Calendar แต่ไม่มี Communication Strategy ผลคือมีโพสต์ออกทุกสัปดาห์ แต่ไม่รู้ว่าภาพรวมกำลังสร้าง Perception แบบไหน Content Pillar ควรมาจากเรื่องที่องค์กรต้องการเป็นที่รู้จัก เช่น Business Expertise Innovation People & Culture Sustainability Customer Success Corporate News Thought Leadership แต่ละ Pillar ควรเชื่อมกลับไปที่ Core Message
7. กำหนด Tone of Voice
องค์กรควรตอบให้ได้ว่า “เวลาพูดกับคน เราพูดแบบไหน?” เป็นทางการ เป็นมืออาชีพ เป็นมิตร เป็น Expert ทันสมัย เรียบง่าย หรือจริงจัง Tone of Voice ช่วยลดปัญหา Channel หนึ่งดูเป็นองค์กรใหญ่และมืออาชีพ แต่อีกช่องทางพูดเหมือนคนละแบรนด์ โดยเฉพาะถ้ามีหลายทีมเขียน Content ควรมี Writing Guideline หรือ Message Guide กลาง
8. ใครพูดแทนองค์กรได้บ้าง
Corporate Communication ต้องคิดเรื่อง Spokesperson ด้วย เรื่องไหน CEO พูด เรื่องไหนฝ่าย Technical พูด เรื่องไหน PR ตอบได้ เรื่องไหนต้องส่งให้ Legal ถ้ามี Media Interview หรือเหตุการณ์ฉุกเฉินแล้วค่อยมานั่งถามว่า “ใครตอบดี?” ถือว่าช้าไปแล้ว ควรกำหนด Spokesperson และขอบเขตเรื่องที่แต่ละคนพูดได้ไว้ล่วงหน้า
9. Internal Communication ต้องมาก่อนหรือพร้อม External Communication
หนึ่งในเหตุการณ์ที่กระทบความเชื่อมั่นมากคือ พนักงานรู้ข่าวบริษัทจาก Facebook หรือข่าวออนไลน์ก่อนองค์กรแจ้งภายใน Corporate Communication Plan จึงต้องกำหนดลำดับการสื่อสารด้วย เช่น
Management
↓
Employees
↓
Partners / Customers
↓
Media / Public
ไม่ใช่ทุกเรื่องต้องใช้ลำดับนี้ แต่ต้องคิดก่อนว่า ใครควรรู้ก่อนใคร
10. ต้องมี Crisis Communication Plan
แผนสื่อสารที่มีเฉพาะช่วงเวลาปกติยังไม่พอ ควรคิดไว้ด้วยว่าเมื่อเกิดเหตุ เช่น ระบบล่ม ข้อมูลรั่ว อุบัติเหตุ ข้อร้องเรียน ข่าวลบ ผู้บริหารถูกตั้งคำถาม หรือ Social Media Crisis องค์กรจะทำอย่างไร
อย่างน้อยควรมี Crisis Team Spokesperson Approval Flow Holding Statement Contact Tree Monitoring Escalation Level และ Channel ที่จะใช้ เพราะตอน Crisis สิ่งที่ไม่มีคือ “เวลา”
11. Approval Process ต้องเร็วพอสำหรับโลกจริง
อีกปัญหาที่เจอบ่อยคือ Content หนึ่งชิ้นต้องผ่าน Marketing PR Legal Business Unit Director Management สุดท้ายกว่าจะอนุมัติ ข่าวหมดอายุแล้ว Communication Governance ที่ดีจึงไม่ได้หมายถึงอนุมัติหลายชั้นที่สุด
แต่หมายถึงรู้ว่า เรื่องไหนใครอนุมัติได้ เรื่องไหน High Risk เรื่องไหน Low Risk และใช้ SLA เท่าไร เพื่อให้ควบคุมความเสี่ยงได้โดยไม่ทำให้การสื่อสารช้าเกินไป
12. เตรียม Communication Calendar
Calendar ควรมองมากกว่า Posting Schedule ควรเห็นทั้ง Corporate Milestone Campaign Event Press Release Executive Communication Internal Communication CSR / ESG Seasonal Content Issue ที่อาจเกิดขึ้น และช่วงเวลาที่ควรหลีกเลี่ยง เมื่อทุกทีมเห็น Timeline เดียวกัน จะลดโอกาส Message ชนกันเอง
13. ต้องมี Monitoring
องค์กรควรรู้ว่า คนกำลังพูดถึงเราอย่างไร สื่อพูดถึงเราแบบไหน มี Issue อะไรเริ่มก่อตัว Sentiment เป็นอย่างไร คู่แข่งกำลังสื่อสารอะไร และ Message ไหนกำลังถูกเข้าใจผิด Monitoring จึงไม่ควรใช้แค่หลังเกิด Crisis แต่ควรเป็นส่วนหนึ่งของ Communication Plan ปกติ
14. วัดผลมากกว่า Reach และจำนวนข่าว
การวัดผล Corporate Communication ไม่ควรหยุดแค่ โพสต์กี่ชิ้น Reach เท่าไร Media Coverage กี่ข่าว แต่ควรถามต่อว่า คนเข้าใจ Message ที่เราต้องการหรือไม่ ตัวอย่าง Measurement ที่อาจใช้ได้ เช่น Message Pull-through Share of Voice Media Sentiment Brand Search Website Traffic Executive Visibility Employee Understanding Lead หรือ Inquiry Reputation Indicator หรือ Survey ไม่จำเป็นต้องวัดทุกอย่างพร้อมกัน แต่ต้องวัดสิ่งที่สัมพันธ์กับ Goal ตั้งแต่ต้น
Corporate Communication Plan ควรมีอะไรบ้าง
ถ้าสรุปให้เป็น Checklist ใช้งานจริง ควรมีอย่างน้อย
1. Business Objective ต้องการให้การสื่อสารช่วยอะไร
2. Stakeholder กำลังสื่อสารกับใคร
3. Core Message อยากให้คนเข้าใจอะไร
4. Message Architecture แต่ละระดับขององค์กรพูดเรื่องเดียวกันอย่างไร
5. Channel Strategy แต่ละช่องทางทำหน้าที่อะไร
6. Content Pillar จะเล่าเรื่องอะไรอย่างต่อเนื่อง
7. Tone of Voice องค์กรพูดแบบไหน
8. Spokesperson ใครพูดเรื่องอะไรได้
9. Internal Communication คนในองค์กรได้รับข้อมูลอย่างไร
10. Crisis Communication ถ้ามีปัญหาจะตอบอย่างไร
11. Approval Workflow ใครอนุมัติอะไร
12. Communication Calendar แต่ละเรื่องออกเมื่อไร
13. Monitoring ติดตามอะไรบ้าง
14. Measurement จะรู้ได้อย่างไรว่าการสื่อสารได้ผล
หลายช่องทางไม่ใช่ปัญหา ถ้ายังพูดเรื่องเดียวกัน
องค์กรสามารถมีได้ทั้ง Website, Facebook, LinkedIn, LINE, Email, Press Release และช่องทางภายใน ไม่จำเป็นต้องลดช่องทาง แต่ทุกช่องทางต้องย้อนกลับมาตอบได้ว่า องค์กรกำลังต้องการสร้างความเข้าใจเรื่องอะไร เพราะความน่าเชื่อถือไม่ได้เกิดจากการพูดเยอะ
แต่มาจากการที่คนได้รับข้อมูลจากหลายจุดแล้วรู้สึกว่า “นี่คือองค์กรเดียวกัน และกำลังพูดเรื่องเดียวกัน” Corporate Communication Plan จึงไม่ใช่แค่แผน Content แต่มันคือระบบที่ทำให้ Brand, PR, Marketing, Management และ Internal Communication เดินไปในทิศทางเดียวกัน
องค์กรมีหลายช่องทาง แต่ Message ยังไม่เชื่อมกัน?
Mepor Media ช่วยวาง Corporate Communication ตั้งแต่ Core Message, Stakeholder, Content Strategy, Media Relations, Internal Communication ไปจนถึง Crisis Communication และ Measurement เพื่อให้ทุกช่องทางสื่อสารไปในทิศทางเดียวกัน เพราะ Communication ที่ดี ไม่ได้แค่พูดให้เยอะขึ้น แต่ต้องทำให้คนเข้าใจตรงกัน
เขียนข่าวเหมือนโบรชัวร์
ส่งข่าวเดียวกันทุกสื่อโดยไม่ดูบริบท
คาดหวัง Earned Media แบบเดียวกับซื้อโฆษณา