- กำหนดว่าอยากให้ใครเข้าใจอะไร
- ใช้ข้อเท็จจริงและ Quote ที่ตรวจสอบได้
- แยก PR Content ออกจากข้อความขายของตรง ๆ
- วาง Owned Media และ Online/Earned Media ให้สนับสนุนกัน
ถ้ามองจากหน้าจอ คนทั่วไปอาจรู้สึกว่า PR กับ Advertising ก็เป็นการ “พูดถึงแบรนด์” เหมือนกัน ทั้งสองอย่างช่วยให้คนเห็นชื่อบริษัท ช่วยโปรโมตสินค้า ช่วยสร้างการรับรู้ และบางครั้งก็ใช้ช่องทางเดียวกันด้วยซ้ำ
แต่ในมุมการวางกลยุทธ์ ทั้งสองอย่างทำงานคนละแบบ คำถามง่าย ๆ คือ เราอยาก “ซื้อพื้นที่ให้คนเห็น” หรืออยาก “สร้างเหตุผลให้คนเชื่อ”? แน่นอนว่าในโลกจริง แบรนด์ที่แข็งแรงมักต้องใช้ทั้งสองอย่าง แต่ถ้าเราไม่เข้าใจความต่าง ก็มีโอกาสใช้งบผิดจุด หรือหวังผลจากเครื่องมือผิดประเภท
Advertising คือพื้นที่ที่เราเป็นคนกำหนด
Advertising เข้าใจได้ง่ายที่สุดในฐานะ “พื้นที่ที่แบรนด์ซื้อ” เราจ่ายเงินเพื่อให้ข้อความของเราไปปรากฏต่อหน้ากลุ่มเป้าหมาย อาจเป็น Facebook Ads Google Ads YouTube Billboard สื่อสิ่งพิมพ์ โฆษณาในเว็บไซต์ หรือสื่อรูปแบบอื่น
จุดแข็งของ Advertising คือ ควบคุมได้ เรากำหนดข้อความได้ กำหนดภาพได้ กำหนดกลุ่มเป้าหมายได้ กำหนดระยะเวลาได้ และใน Digital Advertising เรายังวัดผลได้ละเอียดมากขึ้นด้วย เช่น
Reach
Impression
Click
CTR
Conversion
Cost per Lead
ROAS
ถ้าต้องการเร่งยอดขาย เปิดตัวสินค้า หรือเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในช่วงเวลาที่กำหนด Advertising จึงเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพมาก
แล้ว PR ทำหน้าที่อะไร?
PR ไม่ได้เริ่มจากคำถามว่า “จะซื้อพื้นที่ตรงไหน?” แต่เริ่มจากคำถามว่า “เราจะทำให้คนมองแบรนด์นี้อย่างไร?” PR เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์และการรับรู้ ความสัมพันธ์กับสื่อ กับลูกค้า กับพนักงาน กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย กับชุมชน รวมถึงสังคมโดยรวม
งาน PR จึงอาจออกมาในหลายรูปแบบ เช่น
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทสัมภาษณ์ผู้บริหาร
Media Briefing
Press Conference
Thought Leadership
Crisis Communication
Corporate Storytelling
Community Relations
Reputation Management
จุดสำคัญคือ PR ไม่ได้พยายาม “ซื้อให้คนเชื่อ” แต่มันพยายามสร้างเงื่อนไขให้ความน่าเชื่อถือเกิดขึ้น
เงินโฆษณาซื้อพื้นที่ได้ แต่ซื้อความน่าเชื่อถือได้ไหม?
นี่เป็นเส้นแบ่งที่น่าสนใจระหว่าง PR กับ Advertising สมมติแบรนด์ซื้อโฆษณาเต็มหน้าแล้วเขียนว่า “เราเป็นบริษัทที่น่าเชื่อถือที่สุดในอุตสาหกรรม” แน่นอนว่าแบรนด์สามารถพูดได้ เพราะเราซื้อพื้นที่นั้นมาแล้ว แต่คำถามคือ คนอ่านจะเชื่อมากแค่ไหน?
ทีนี้ลองเปลี่ยนสถานการณ์ สื่อธุรกิจรายหนึ่งสัมภาษณ์ผู้บริหารเกี่ยวกับประสบการณ์ 20 ปีในอุตสาหกรรม หรือมี Case Study จากลูกค้าจริง หรือมีบุคคลที่สามกล่าวถึงผลงานขององค์กร น้ำหนักของข้อความจะเปลี่ยนทันที
ไม่ใช่เพราะ PR “ดีกว่า” Advertising แต่เพราะ แหล่งที่มาของความน่าเชื่อถือไม่เหมือนกัน Advertising คือแบรนด์พูดถึงตัวเอง PR ที่ดีคือการทำให้ผู้อื่นมีเหตุผลที่จะพูดถึงแบรนด์
Paid Media กับ Earned Media ต่างกันตรงนี้
ในแผนสื่อสาร เรามักได้ยินคำว่า Paid Media และ Earned Media Advertising ส่วนใหญ่อยู่ในฝั่ง Paid Media คือเราจ่ายเงินเพื่อแลกกับพื้นที่หรือการเข้าถึง
ส่วน PR จำนวนมากมุ่งไปที่ Earned Media คือการที่แบรนด์ได้รับการพูดถึงจากสื่อหรือบุคคลอื่น โดยไม่ได้ซื้อพื้นที่แบบโฆษณาโดยตรง ตัวอย่างเช่น บริษัทออกงานวิจัยที่มีข้อมูลน่าสนใจ สื่อนำไปทำข่าว นักวิเคราะห์พูดถึง คนในอุตสาหกรรมแชร์ต่อ สิ่งเหล่านี้เกิดจาก “คุณค่าของข้อมูลหรือเรื่องราว” มากกว่าการซื้อ Media Placement แต่ Earned Media ก็ไม่ได้แปลว่า “ฟรี” เพราะเบื้องหลังยังต้องใช้เวลา คน ข้อมูล การวางประเด็น และความสัมพันธ์กับสื่อ
Advertising เร็วกว่า แต่ PR มักสร้างผลสะสม
ข้อดีของ Advertising คือความเร็ว เปิด Campaign วันนี้ พรุ่งนี้ก็เริ่มเห็น Reach ได้ ถ้างบเพิ่ม Reach ก็เพิ่มได้ในระดับหนึ่ง แต่เมื่อหยุดงบ การมองเห็นก็อาจลดลงทันที PR ทำงานต่างออกไป ข่าวหนึ่งชิ้นอาจไม่ได้สร้างยอดขายทันที บทสัมภาษณ์หนึ่งครั้งอาจไม่ได้สร้าง Lead เป็นร้อยราย แต่การที่แบรนด์ถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่องจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ ทำให้เกิด “ทุนทางความน่าเชื่อถือ” สะสมขึ้นเรื่อย ๆ วันหนึ่งเมื่อลูกค้ากำลังเปรียบเทียบผู้ให้บริการสองราย สิ่งที่เขาเคยเห็น เคยอ่าน หรือเคยได้ยิน อาจเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจ นี่คือเหตุผลที่ PR มักทำงานในระยะยาวมากกว่า Campaign ระยะสั้น
PR ควบคุมข้อความได้น้อยกว่า Advertising
นี่เป็นอีกความต่างที่สำคัญ ใน Advertising แบรนด์เป็นคนกำหนดข้อความเอง แต่ใน PR โดยเฉพาะ Earned Media เราไม่สามารถควบคุมทุกคำที่สื่อจะเขียนได้ เราสามารถให้ข้อมูล ชี้ประเด็น ส่ง Fact Sheet เตรียม Spokesperson และช่วยให้สื่อเข้าใจเรื่องราว แต่สุดท้าย Editorial Decision เป็นของสื่อ
นี่เป็นทั้งข้อจำกัดและข้อดี ข้อจำกัดคือเราอาจไม่ได้ข้อความตรงตาม Script ทุกคำ ข้อดีคือ เมื่อสื่อเลือกนำเสนอเรื่องนั้นจริง น้ำหนักของข้อมูลจะต่างจากข้อความโฆษณาที่แบรนด์ซื้อเอง
แล้วแบบไหนช่วยยอดขายได้มากกว่า?
คำตอบคือ ขึ้นอยู่กับว่าเรากำลังแก้ปัญหาอะไร ถ้าธุรกิจมีสินค้าใหม่และต้องการยอดขายในเดือนนี้ Advertising อาจมีบทบาทหลัก ถ้าธุรกิจเป็นแบรนด์ใหม่ที่คนยังไม่รู้จัก PR สามารถช่วยสร้าง Context และความน่าเชื่อถือให้คนรู้ว่าแบรนด์นี้คือใคร
ถ้าบริษัทอยู่ในธุรกิจ B2B ที่ Decision Cycle ยาว PR อาจช่วยสร้าง Authority ก่อนที่ฝ่ายขายจะเข้าไปปิดงาน และเมื่อมี Advertising สนับสนุนอีกชั้น เราก็สามารถพาคนที่เริ่มรู้จักแบรนด์เข้าสู่ Landing Page หรือ Service Page ได้
ดังนั้นคำถามที่ดีกว่า “PR หรือ Advertising อันไหนดีกว่า?” คือ “ตอนนี้ลูกค้ายังขาดอะไร — การมองเห็น หรือความเชื่อมั่น?”
PR กับ Advertising ควรทำงานร่วมกัน
ในแผนที่ดี PR กับ Advertising ไม่ควรแยกจากกันจนเกินไป ลองนึกภาพว่าบริษัทเปิดตัวบริการใหม่ PR อาจใช้เรื่องราวของบริการนั้นสร้างข่าวและบทสัมภาษณ์ Content Team นำประเด็นนั้นมาต่อยอดเป็นบทความบนเว็บไซต์ Social Media นำบทความไปสื่อสารต่อ Advertising ขยายการเข้าถึงไปยังกลุ่มเป้าหมายที่เกี่ยวข้อง Sales Team ใช้ Media Coverage หรือ Case Study เป็นเครื่องมือสนับสนุนการขาย
ทั้งหมดกำลังพูดเรื่องเดียวกัน แต่คนละหน้าที่ แบบนี้ PR กับ Advertising จะไม่แย่งงบกัน แต่ช่วยกันทำให้ Customer Journey แข็งแรงขึ้น
PR ไม่ใช่แค่ส่งข่าว และ Advertising ไม่ใช่แค่ Boost Post
อีกความเข้าใจผิดที่เกิดขึ้นบ่อยคือการลดความหมายของเครื่องมือแต่ละอย่างให้เล็กเกินไป PR ไม่ใช่แค่การเขียน Press Release แล้วส่งสื่อ Advertising ก็ไม่ใช่แค่กด Boost Post บน Facebook ทั้งสองอย่างต้องเริ่มจาก Strategy ต้องรู้ว่า เรากำลังสื่อสารกับใคร ต้องการให้เกิดอะไร Message หลักคืออะไร ช่องทางไหนเหมาะสม จะวัดผลอย่างไร และทั้งหมดเชื่อมกับ Business Goal อย่างไร เมื่อสองเครื่องมือนี้ถูกใช้โดยไม่มี Strategy ต่อให้ใช้งบมาก ผลลัพธ์ก็อาจกระจัดกระจาย
สุดท้าย ความต่างอยู่ที่ “บทบาท”
ถ้าจะสรุปให้สั้นที่สุด Advertising ซื้อ Attention ขณะที่ PR สร้าง Credibility Advertising ช่วยให้แบรนด์มีโอกาสถูกเห็น PR ช่วยให้สิ่งที่คนเห็นมีน้ำหนักมากขึ้น หนึ่งอย่างเร็วกว่า อีกอย่างสะสมระยะยาวกว่า หนึ่งอย่างควบคุมสารได้มาก
อีกอย่างต้องอาศัยความน่าเชื่อถือจากบุคคลที่สาม ดังนั้นธุรกิจไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่าง PR กับ Advertising เสมอไป สิ่งที่ต้องเลือกจริง ๆ คือ ในแต่ละช่วงของ Customer Journey เราต้องการให้เครื่องมือไหนทำหน้าที่อะไร เมื่อบทบาทชัด งบประมาณและช่องทางก็จะเริ่มมีเหตุผลมากขึ้น
การสื่อสารที่ดี ไม่ได้มีแค่เรื่องว่าจะซื้อ Media เท่าไร
Mepor Media ช่วยธุรกิจและองค์กรวางแผน PR, Content, Media Relations, Digital Marketing และ Paid Media ให้ทำงานร่วมกันบน Business Goal เดียวกัน เพื่อสร้างทั้งการมองเห็นและความน่าเชื่อถือให้แบรนด์
พูดคุยกับ Mepor Media หากคุณกำลังวางแผน Communication Strategy ที่ต้องเชื่อม PR และ Advertising เข้าด้วยกัน
เขียนข่าวเหมือนโบรชัวร์
ส่งข่าวเดียวกันทุกสื่อโดยไม่ดูบริบท
คาดหวัง Earned Media แบบเดียวกับซื้อโฆษณา
